ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายประเภท จำแนกได้ตามขอบเขตของการเชื่อมต่อ ว่าต้องการใช้ในระยะใกล้หรืระยะไกล ประเภทสำคัญๆ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1. เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ (Local Area Network) หรือแลน (LAN)
2. เครือข่ายบริเวณนครหลวง (Metropolitan Area Network) หรือแมน (MAN)
3. เครือข่ายบริเวณ (Wide Area Network) หรือแวน (WAN)
4. เครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet)
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ (Local Area Network : LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้ภายในสำนักงานขององค์กรที่อยู่ในอาคารเดียวกัน ส่วนประกอบสำคัญของระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่มีดังนี้
1. เครื่องบริการ (server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ช่วย
2. เครื่องสถานีงาน (workstation) หรือเครื่องรับบริการ (client) คือ เครื่องคอมพิวเตอรืที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องลูกข่าย ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอรืส่วนบุคคล (PC) มาทำหน้าที่นี้
3. การ์ดต่อเชื่อมเครือข่ายเฉพาะที่ (LAN card)
4. ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบเครือข่าย (network system software)
5. เครื่องกระจายสายระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ หรือฮับ (hub)
6. สายต่อเชื่อมระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ (LAN cable)
เครือข่าบบริเวณนครหลวง
เคือข่ายบริเวณนครหลวง หรือแมน (MAN) เป็นเครือข่ายให้บริการสำหลับเมืองใหญ่ๆที่พัฒนาจากระบบโทรทัศน์ทางสาย หรือเคเบิลทีวีในสมัยก่อน ระบบนี้ใช้สายโคแอ็กเชียลความเร็วสูง (coaxial cable) ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปให้สมาชิกตามบ้าน ต่อมาได้พัฒนาให้รับส่งข้อมูลได้ด้วย โดยทั่วไปสามารถรับส่งสัญญาณภาพ เสียง และข้อมุล โดยมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์รับส่งที่สามารถแยกสัญญาณเหล่านี้ออกจากกัน ทำให้บริการได้ทั้งเคเบิลทีวี วิทยุทางสาย และเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบแมนเดินสายไปตามที่อยู่อาสัยและอาคารสำนักงาน ให้บริการแก่ผุ้บอกรับเป็นสมาชิก อาจใช้ระบบสายเคเบิล 1-2 เส้น มีความยาวได้กว่า 100 กิดลเมตร โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า DQDB (Distributed Queue Dual Bus) ซึ่งได้รหัสมาตรฐานของสมาคมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แห่งอเมริกา หมายเลข IEEE 802.6 เป็นเทคโนโลยีชนิดแถบความถี่กว้าง (broad band) คือสามารถรับส่งได้หลายความถี่ในสายเส้นเดียว ต่างจากแถบความถี่ฐาน (base band) ที่ใช้ในระบบแลน
เคือข่ายบริเวณกว้าง
เครือข่ายบริเวณกว้าง หรือแวน (WAN) เป็นเครือข่ายที่พัฒนามาจากเครือข่ายโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งเชื่อมโยงผ่าน เมือง จังหวัด ประเทศ ทวีป โยงใยทั่วโลก เครือข่ายนี้แบ่งเป็นเครือข่ายย่อย (subnet) และเครือข่ายหลัก (backbone) ประกอบด้วยสวิทช์เลือกคู่สายที่อยู่ตามชุมสายต่างๆ เชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลจำนวนมากทุกรูปแบบ ทั้งสายทองแดง สายใยแก้วนำแสง สัญญาณไมโครเวฟ ผ่านภาคพื้นดินและผ่านดาวเทียม ซึ่งมีความเร็ว 56 Kbps ระบบเอกซ์ยี่สิบห้า (X-25) ซึ่งมีความเร็ว 14.4 Kbps ถึง 56 Kbps และระบบเอทีเอ็ม (ATM = Asynchronous Transfer Mode) ซึ่งมีความเร็ว 155 Kbps ถึง 622 Kbps
อุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเส้นทางปลายสายให้เชื่อกันได้ เพื่อส่งสัญญาณหรือข้อมูลให้ถึงปลายทางมีหลายชนิด เช่น สวิทช์ตามชุมสายโทรศัพท์ อุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราเตอร์ (router) ซึ่งควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ ในยุคก่อนประมาณ 20 ปร มาแล้ว เครือข่ายนี้ออกแบบไว้สำหรับระบบโทรศัพทื เพื่อใช้รับส่งสัญญาณเสียงเท่านั้น ต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัล จึงใช้ได้ทั้งเสียง และข้อมูลดิจิทัล
การใช้เครือข่ายบริเวณกว้าง จะต้องเช่าสายจากผู้ให้บริการ เช่น องค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายตามความเร็วและระยะทาง
เครือข่ายประเภทนี้สามารถเชื่อมระบบแลนขององค์กรต่างๆ ข้ามทวีปได้ ทำให้ทำงานร่วมกันได้เสมือนอยู่ในบริเวณเดียวกัน และได้พัฒนาขึ้นเป็นระบบอินเตอร์เน็ตในที่สุด
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
เครือข่ายอินเตอรืเน็ต (Internet) ได้รับการพัฒนามาจากเครือข่ายแวนเพื่องานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่เรียกว่า อาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งเริ่มต้นสร้างในปี 1969 ดดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพัฒนา 3 มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยอีก 1 แห่ง ต่อมาเครือข่ายนี้ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เข้าร่วมพัฒนามากมาย รวมทั้งบริษัทเอกชน และได้มีเครือข่ายอีกเครือข่ายหนึ่งเกิดขึ้นในปี 1991 เป็นเครือข่ายเพื่อการวิจัยและการศึกษา ที่เรียกว่า NSFNET (national research and education network) ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลอเมริกันเช่นกัน ความเร็วในการสื่อสารของเครือข่ายนี้สูงถึงกว่า 1 Gbps หรือ 1 พันล้านบิตต่อวินาที โดยอาศัยเครือข่ายแวนที่เป้นเครือข่ายสาธารณะนั่นเอง ต่อมาทั้งสองเครือข่ายนี้ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
ในปี 1983 เครือข่าย ARPANET ได้ใช้มาตรฐาน TCP/IP เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้เครือข่ายในองค์กรต่างๆ ทั้งใหญ่เล็กเข้าร่วมใช้งานกลายเป็นเครือข่ายทางไกลที่เชื่อมโยงอยู่ระหว่างเครือข่ายจำนวนมากด้วยกัน จึงเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่ายระหว่างเครือข่าย หรือ internet และกลายเป็นชื่อเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่า Internet
การเข้าใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เราต้องซื้อบริการจากผู้ให้บริการจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือไอเอสพี (ISP: internet service provider) การเชื่อมต่อเจ้าเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันนิยมใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสุง (ประมาณ 32 Mbps) ผ่านสายโทรศัพท์บ้านโดยเสียค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายรายเดือน แต่สำหรับบริษัทหรือหน่วยงานราชการที่มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตพร้อมกันหลายๆจุด และต้องการความเร็วสูง มักจะเลือกวิธีเช่าสายจากผ๔้ให้บริการโทรศัพท์ เช่น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และต่อเชื่อมระบบแลนเข้าสู่เครื่องบริการของไอเอสพีอย่างถาวร วิธีนี้จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับเครือข่ายแลนสามารถใช้อินเตอรืเน็ตได้ทุกจุดพร้อมกันและใช้ได้ตลอดเวลา การเชื่อมต่อโดยใช้สายเช่าสามารถเลือกความเร็วได้ตั้งแต่ 2 Mbps จนถึง 155 Mbps แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามความรวดเร็ว
อินเตอร์เน็ตทำให้เปิดโลกทัศน์ของผู้ใช้ได้กว้างไกล ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ดลกไร้พรหมแดน ขึ้น เราสามารถติดต่อกับแหล่งข้อมูล ค้นคว้าหาความรู้ ด้วยระบบ World Wide Web (WWW) หรือสื่อสารระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) สามารถคุยกันโดยตรงด้วยระบบแชท (chat) ทั้งผ่านการพิมพ์ทางแป้นพิมพื และด้วยเสียงผ่านไมโครโฟนและลำโพง