วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานเมี่ยงคำ รายวิชาวิทยาศาสตร์


โครงงานเมี่ยงคำ   รายวิชาวิทยาศาสตร์
ทำการทดสอบ  เรื่อง  ความป็นกรด – เบส ในน้ำเต้าเจี้ยว
สมมติฐาน : ในน้ำเต้าเจี้ยวจะมีรสเค็มและเปรี้ยว  และมีความเป็นกรดค่า ph ประมาณ 5
                
                การทำเต้าเจี้ยวโดยการ  นำถั่วเหลืองที่นึ่งสุกแล้วมาหมักกับเชื้อราแอสเพอร์จิลลัส   โอไรเซ  หรือ  แอสเพอร์จิลลัส  โซเย   และนำถั่วเหลืองที่มีเชื้อราเจริญได้ที่แล้วมาหมักกกับน้ำเกลือในระยะเวลาที่เหมาะสมจะได้น้ำเต้าเจี้ยวออกมาที่มีรสชาติเค็มและเปรี้ยวหน่อยๆ  (ถ้าใครไม่ชอบเปรี้ยวก็เติมน้ำตาลได้)
                การทดสอบว่าในน้ำเต้าเจี้ยวมีความเป็นกรด เพราะจากการวัดของกระดาษลิตมัสสีน้ำเงินที่เปลี่ยนเป็นสีแดง  และมีค่า ph เท่ากับ 5 เพราะใช้กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์วัดค่า  

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง


การปลูกไม้ 3 อย่าง  ประโยชน์ 4 อย่าง

ไม้ 3 อย่าง
         ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ     
     1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้าเพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตองคอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น
     2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวสุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความจำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้นดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดาเป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่ 
     3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถินก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย

ประโยชน์ 4 ประการ
         ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ     
     1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น
     2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ
     3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
     4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร



คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ต


คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

        ในสังคมอินเทอร์เน็ตนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดีเช่นเดียวกับสังคมทั่วไป ผุ้ใช้ที่ไม่ระมัดระวังจึงอาจถูกล่อลวงไปในทางที่ผิดหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ ฉะนั้น วิธีหนึ่งที่จะป้องกันเยาวชนไทยจากปัญหาเหล่านี้ก็คือ การให้เยาวชนรู้จักกับศิลปป้องกันตัวในอินเทอร์เน็ตผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรจะรู้และยึดถือปฏิบัติ ดังนี้
        1. ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อ โรงเรียนของตนให้แก่บุคคลอื่นที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน
        2. หากพบข้อความหรือรูปภาพใดๆ บนอินเทอร์เน็ตที่มีลักษณะหยาบคายหรือไม่เหมาะสม ควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
        3. ไม่ควรไปพบบุคคลใดก็ตามที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน และหากผู้ปกครองอนุญาต ก็ควรไปพร้อมกับผู้ปกครอง โดยควรไปพบกันในที่สาธารณะ
        4. ไม่ส่งรูปหรือสิ่งใดๆ ให้บุคคลที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน
        5. ไม่ตอบคำถามหรือต่อความกับผู้ที่สื่อข้อความหยาบคาย และต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
        6. ควรเคารพต่อข้อต่อลงในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ให้ไว้กับผู้ปกครอง เช่น กำหนดระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่ผู้ปกครองอนุญาตให้เข้าได้

http://www.learners.in.th/blogs/posts/274847

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประวัติส่วนตัว

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ : ด.ญ.นิตยา     พรมมา   ชื่อเล่น : กิ๊ฟ   ชั้นม.2/3  เลขที่45  
เชื้อชาติ : ไทย  สัญชาติ : ไทย  ศาสนา : พุทธ
วัน/เดือน/ปีเกิด : วันอังคาร   ที่ 29  กันยายน  2541  ปีขาล กรุ๊ปเลือด : กรุ๊ปโอ
ที่อยู่ปัจจุบัน : 4/3  หมู่ 7  ตำบลหนองบัวเหนือ  อำเภอเมือง  จังหวัดตาก  63000
เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ : 080-5057018
อนาคตอยากประกอบอาชีพ : คุณครู / หมอ
สีที่ชอบ : ฟ้า  เขียว  ขาว  ชมพู  ดำ
วิชาที่ชอบ : ภาษาไทย  คอมพิวเตอร์  ภาษาอังกฤษ
ผลไม้ที่ชอบ : มะม่วง  ส้ม  แอปเปิ้ล  องุ่น  ชมพู่
อาหารที่ชอบ : ข้าวมันไก่  ต้มยำกุ้ง
การ์ตูนที่ชอบ : โคนันเจ้าหนูยอดนักสืบ มิกกี้เมาส์   โดเรม่อน  หมีพู
อุปนิสัย : โกรธง่ายหายเร็ว  ขี้งอน    รักเพื่อน  เอาแต่ใจ  ร่าเริง
งานอดิเรก : ดูการ์ตูน  ดูทีวี  เล่นคอม  ฟังเพลง
คติประจำใจ : ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

   ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
   เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายประเภท  จำแนกได้ตามขอบเขตของการเชื่อมต่อ  ว่าต้องการใช้ในระยะใกล้หรืระยะไกล  ประเภทสำคัญๆ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
   1.  เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่  (Local  Area  Network)  หรือแลน  (LAN)
   2.   เครือข่ายบริเวณนครหลวง  (Metropolitan  Area  Network)  หรือแมน  (MAN)
   3.  เครือข่ายบริเวณ  (Wide  Area  Network)  หรือแวน  (WAN)
   4.  เครือข่ายอินเตอร์เน็ต  (Internet)
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
   เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่  (Local  Area  Network  :  LAN)  เป็นเครือข่ายระยะใกล้  ใช้ภายในสำนักงานขององค์กรที่อยู่ในอาคารเดียวกัน  ส่วนประกอบสำคัญของระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่มีดังนี้
   1.  เครื่องบริการ  (server)  คือ  เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ช่วย
   2.  เครื่องสถานีงาน  (workstation)  หรือเครื่องรับบริการ  (client)  คือ  เครื่องคอมพิวเตอรืที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องลูกข่าย  ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอรืส่วนบุคคล  (PC)  มาทำหน้าที่นี้
   3.  การ์ดต่อเชื่อมเครือข่ายเฉพาะที่  (LAN  card)
   4.  ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบเครือข่าย  (network  system  software)
   5.  เครื่องกระจายสายระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่  หรือฮับ  (hub)
   6.  สายต่อเชื่อมระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่  (LAN  cable)
เครือข่าบบริเวณนครหลวง
   เคือข่ายบริเวณนครหลวง  หรือแมน  (MAN)  เป็นเครือข่ายให้บริการสำหลับเมืองใหญ่ๆที่พัฒนาจากระบบโทรทัศน์ทางสาย  หรือเคเบิลทีวีในสมัยก่อน  ระบบนี้ใช้สายโคแอ็กเชียลความเร็วสูง  (coaxial  cable)  ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปให้สมาชิกตามบ้าน  ต่อมาได้พัฒนาให้รับส่งข้อมูลได้ด้วย  โดยทั่วไปสามารถรับส่งสัญญาณภาพ  เสียง  และข้อมุล  โดยมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์รับส่งที่สามารถแยกสัญญาณเหล่านี้ออกจากกัน  ทำให้บริการได้ทั้งเคเบิลทีวี  วิทยุทางสาย  และเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์
   ระบบแมนเดินสายไปตามที่อยู่อาสัยและอาคารสำนักงาน  ให้บริการแก่ผุ้บอกรับเป็นสมาชิก  อาจใช้ระบบสายเคเบิล  1-2  เส้น  มีความยาวได้กว่า  100  กิดลเมตร  โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า  DQDB  (Distributed  Queue  Dual  Bus)  ซึ่งได้รหัสมาตรฐานของสมาคมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แห่งอเมริกา  หมายเลข  IEEE  802.6  เป็นเทคโนโลยีชนิดแถบความถี่กว้าง  (broad  band)  คือสามารถรับส่งได้หลายความถี่ในสายเส้นเดียว  ต่างจากแถบความถี่ฐาน  (base  band)  ที่ใช้ในระบบแลน
เคือข่ายบริเวณกว้าง
   เครือข่ายบริเวณกว้าง  หรือแวน  (WAN)  เป็นเครือข่ายที่พัฒนามาจากเครือข่ายโทรศัพท์ทางไกล  ซึ่งเชื่อมโยงผ่าน  เมือง  จังหวัด  ประเทศ  ทวีป  โยงใยทั่วโลก  เครือข่ายนี้แบ่งเป็นเครือข่ายย่อย  (subnet)  และเครือข่ายหลัก  (backbone)  ประกอบด้วยสวิทช์เลือกคู่สายที่อยู่ตามชุมสายต่างๆ  เชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลจำนวนมากทุกรูปแบบ  ทั้งสายทองแดง  สายใยแก้วนำแสง  สัญญาณไมโครเวฟ  ผ่านภาคพื้นดินและผ่านดาวเทียม  ซึ่งมีความเร็ว  56  Kbps  ระบบเอกซ์ยี่สิบห้า  (X-25)  ซึ่งมีความเร็ว  14.4  Kbps  ถึง  56  Kbps  และระบบเอทีเอ็ม  (ATM = Asynchronous  Transfer  Mode)  ซึ่งมีความเร็ว  155  Kbps  ถึง  622  Kbps
   อุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเส้นทางปลายสายให้เชื่อกันได้  เพื่อส่งสัญญาณหรือข้อมูลให้ถึงปลายทางมีหลายชนิด  เช่น  สวิทช์ตามชุมสายโทรศัพท์  อุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราเตอร์  (router)  ซึ่งควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์  ในยุคก่อนประมาณ  20  ปร  มาแล้ว  เครือข่ายนี้ออกแบบไว้สำหรับระบบโทรศัพทื  เพื่อใช้รับส่งสัญญาณเสียงเท่านั้น  ต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัล  จึงใช้ได้ทั้งเสียง  และข้อมูลดิจิทัล
   การใช้เครือข่ายบริเวณกว้าง  จะต้องเช่าสายจากผู้ให้บริการ  เช่น  องค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย  ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายตามความเร็วและระยะทาง
   เครือข่ายประเภทนี้สามารถเชื่อมระบบแลนขององค์กรต่างๆ  ข้ามทวีปได้  ทำให้ทำงานร่วมกันได้เสมือนอยู่ในบริเวณเดียวกัน  และได้พัฒนาขึ้นเป็นระบบอินเตอร์เน็ตในที่สุด
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
   เครือข่ายอินเตอรืเน็ต  (Internet)  ได้รับการพัฒนามาจากเครือข่ายแวนเพื่องานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ  ที่เรียกว่า  อาร์พาเน็ต  (ARPANET)  ซึ่งเริ่มต้นสร้างในปี  1969  ดดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพัฒนา  3  มหาวิทยาลัย  และศูนย์วิจัยอีก  1  แห่ง  ต่อมาเครือข่ายนี้ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  มีผู้เข้าร่วมพัฒนามากมาย  รวมทั้งบริษัทเอกชน  และได้มีเครือข่ายอีกเครือข่ายหนึ่งเกิดขึ้นในปี  1991  เป็นเครือข่ายเพื่อการวิจัยและการศึกษา  ที่เรียกว่า  NSFNET  (national  research  and  education  network)  ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลอเมริกันเช่นกัน  ความเร็วในการสื่อสารของเครือข่ายนี้สูงถึงกว่า  1  Gbps  หรือ  1  พันล้านบิตต่อวินาที  โดยอาศัยเครือข่ายแวนที่เป้นเครือข่ายสาธารณะนั่นเอง  ต่อมาทั้งสองเครือข่ายนี้ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
   ในปี  1983  เครือข่าย  ARPANET  ได้ใช้มาตรฐาน  TCP/IP  เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร  ได้รับความนิยมอย่างมาก  ทำให้เครือข่ายในองค์กรต่างๆ  ทั้งใหญ่เล็กเข้าร่วมใช้งานกลายเป็นเครือข่ายทางไกลที่เชื่อมโยงอยู่ระหว่างเครือข่ายจำนวนมากด้วยกัน  จึงเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่ายระหว่างเครือข่าย  หรือ  internet  และกลายเป็นชื่อเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่า  Internet
   การเข้าใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต  เราต้องซื้อบริการจากผู้ให้บริการจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต  หรือไอเอสพี  (ISP:  internet  service  provider)  การเชื่อมต่อเจ้าเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ปัจจุบันนิยมใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสุง  (ประมาณ  32  Mbps)  ผ่านสายโทรศัพท์บ้านโดยเสียค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายรายเดือน  แต่สำหรับบริษัทหรือหน่วยงานราชการที่มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตพร้อมกันหลายๆจุด  และต้องการความเร็วสูง  มักจะเลือกวิธีเช่าสายจากผ๔้ให้บริการโทรศัพท์  เช่น  บริษัท  ทีโอที  จำกัด  (มหาชน)  และต่อเชื่อมระบบแลนเข้าสู่เครื่องบริการของไอเอสพีอย่างถาวร  วิธีนี้จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับเครือข่ายแลนสามารถใช้อินเตอรืเน็ตได้ทุกจุดพร้อมกันและใช้ได้ตลอดเวลา  การเชื่อมต่อโดยใช้สายเช่าสามารถเลือกความเร็วได้ตั้งแต่  2  Mbps  จนถึง  155  Mbps  แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามความรวดเร็ว
   อินเตอร์เน็ตทำให้เปิดโลกทัศน์ของผู้ใช้ได้กว้างไกล  ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า  ดลกไร้พรหมแดน  ขึ้น เราสามารถติดต่อกับแหล่งข้อมูล  ค้นคว้าหาความรู้  ด้วยระบบ  World  Wide  Web  (WWW)  หรือสื่อสารระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  (e-mail)  สามารถคุยกันโดยตรงด้วยระบบแชท  (chat)  ทั้งผ่านการพิมพ์ทางแป้นพิมพื  และด้วยเสียงผ่านไมโครโฟนและลำโพง











วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลและสาระสนเทศ

     ข้อมูล   เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์  หรือของสิ่งที่น่าสนใจ  ข้อมูลจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ก็ต่อแมื่อผ่านการประเมินผลให้เป็นสารสนเทศก่อน  สารสนเทศนี้เองคือสิ่งที่เรานำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ  ข้อมูลและสารสนเทศจึงเป้นสิ่งที่มีค่า  ต้องเก็บรักษาไว้อย่างเป็นระบบ  และต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล

องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีประกอบดังต่อไปนี้คือ
1.ระบบคอมพิวเตอร์
2.อุปกรณ์ต่อเชื่อมเพื่อการสื่อสารข้อมูล (เป็นส่วนฮาร์ดแวร์)
3.ซอฟแวร์สำหรับการสื่อสารข้อมูล
4.โฟรโทคอล (protocol) หรือเกณฑ์วิธี  คือข้อกำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบนั้นๆ
5.สื่อน้ำข้อมูล (media) เช่น สายโทรศัพท์  หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง  หรือคลื่นวิทยุ